หลายคนแปรงฟันสม่ำเสมอ ใช้น้ำยาบ้วนปากทุกวัน ไปหาหมอทุก 6 เดือน แต่ทำไม “ฟันผุ” หรือ “เหงือกอักเสบ” ยังคงอยู่ตลอดชีวิต?
ปัญหานี้อาจไม่ใช่เพราะวิธีการดูแลช่องปาก แต่เป็นเพราะ “จุลินทรีย์ในลำไส้” ที่เสียสมดุล
งานวิจัยใหม่ด้าน Oral–Gut Axis ชี้ว่า ระบบลำไส้และช่องปากเชื่อมโยงกันโดยตรง และจุลินทรีย์บางกลุ่มสามารถกระตุ้นการอักเสบจนทำให้เหงือกอักเสบเรื้อรังและฟันผุได้
ทำไมดูแลฟันดีแต่ยังฟันผุ? คำตอบอาจอยู่ที่ “จุลินทรีย์ในลำไส้”
ปัญหาช่องปากจำนวนมากไม่ได้เกิดจากฟันเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องกับ
- ระบบภูมิคุ้มกัน
- กระบวนการอักเสบ
- การย่อยอาหารและดูดซึม
- และ “ความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้”
เมื่อจุลินทรีย์เสียสมดุล (Dysbiosis) จะทำให้ร่างกาย อักเสบง่าย และภูมิคุ้มกันช่องปากอ่อนลง ส่งผลให้ฟันผุหรือเหงือกอักเสบเรื้อรังเกิดซ้ำได้แม้ดูแลดีมากก็ตาม
ความเชื่อมโยงระหว่างช่องปาก–ลำไส้ (Oral–Gut Axis)
งานวิจัยพบว่าแบคทีเรียหลายชนิดสามารถเคลื่อนย้ายจากช่องปากลงไปสู่ลำไส้ และจากลำไส้ย้อนกลับมายังช่องปากได้ผ่านระบบไหลเวียนเลือด
การแลกเปลี่ยนนี้ทำให้
✔ จุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้เพิ่มการอักเสบในช่องปาก
✔ ภูมิคุ้มกันช่องปากทำงานผิดปกติ
✔ สภาพแวดล้อมในช่องปากเหมาะกับเชื้อก่อฟันผุ เช่น Streptococcus mutans
งานวิจัยชี้ชัด จุลินทรีย์มีผลต่อการอักเสบและการเกิดฟันผุ
จุลินทรีย์บางชนิดกระตุ้นให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ
มีงานวิจัยพบว่า
- กลุ่มจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดมากเกินไปจะทำให้เคลือบฟันสึก
- เชื้อก่อโรคในลำไส้ เช่น Prevotella และ Fusobacterium มีความเกี่ยวข้องกับโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- จุลินทรีย์ก่ออักเสบสามารถลดระดับ SCFAs — สารสำคัญที่ช่วยซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้และเสริมภูมิคุ้มกันช่องปาก
เคสตัวอย่างจริง ฟันผุซ้ำทั้งชีวิต จนพบต้นเหตุในลำไส้
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมีฟันผุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก แม้จะดูแลฟันอย่างดี แต่เมื่อทำการ ตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้แบบละเอียดระดับ DNA พบว่า
- มีจุลินทรีย์ก่ออักเสบบางชนิดปริมาณสูง
- ร่างกายมีภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Low-grade inflammation)
- ภูมิคุ้มกันช่องปากจึงอ่อนลง และฟันผุง่ายกว่าปกติ
หลังจาก ปรับอาหาร เพิ่มไฟเบอร์ และใช้โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ตามผลตรวจ ในระยะเพียง 2 เดือน อาการฟันผุลดลงอย่างชัดเจน
ฮีโร่โพรไบโอติกส์ที่มีงานวิจัยสนับสนุนด้านการลดอักเสบและเสริมภูมิคุ้มกัน
โพรไบโอติกส์แต่ละชนิดให้ผลต่างกัน และมีงานวิจัยแบบ “strain-specific” สายพันธุ์ที่มีข้อมูลชัดเจน เช่น
Bacillus coagulans (BC198)
- ทนความร้อนและกรด
- เดินทางถึงลำไส้ได้จริง
- มีงานวิจัยพบว่าช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้และสนับสนุนภูมิคุ้มกัน
Bifidobacterium lactis
- ช่วยเพิ่ม SCFAs
- ลดภาวะอักเสบเรื้อรัง
- สนับสนุนภูมิคุ้มกันในช่องปาก
Bifidobacterium longum
- ช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้
- เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่พบในคนที่มีสุขภาพช่องปากดี
Lactobacillus rhamnosus
- มีข้อมูลว่าสามารถยับยั้งเชื้อก่อฟันผุบางชนิด
- ลดอาการแพ้และการอักเสบของร่างกาย
Lactobacillus acidophilus
- สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อระบบย่อยและภูมิคุ้มกัน
- มีบทบาทในการยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรค
เลือกโพรไบโอติกส์อย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง?
การเลือกโพรไบโอติกส์ควรเลือกตาม ปัญหาจริงของร่างกาย ไม่ใช่เลือกจาก CFU สูงหรือชื่อแบรนด์
หลักการเลือกโพรไบโอติกส์ คือ
✔ ดูสายพันธุ์ (strain)
✔ มีงานวิจัยรองรับมีความน่าเชื่อถือ
✔ ต้องเหมาะกับระบบลำไส้และแก้ไขปัญหาสุขภาพของตัวเอง
การตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้แบบละเอียดระดับ DNA– คำตอบที่แม่นยำที่สุด
หากไม่แน่ใจว่าตัวเองควรใช้โพรไบโอติกส์แบบไหน การตรวจจุลินทรีย์เป็นวิธีที่ให้คำตอบได้แม่นยำที่สุด
การตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้ช่วยให้คุณ
- รู้โครงสร้างจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างละเอียด ระบุจุดเสียสมดุล
- เห็นความสามารถในการย่อยโปรตีน ไขมัน คาร์บ
- ประเมินระดับการอักเสบและความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
- วางแผนอาหาร พฤติกรรม และโพรไบโอติกส์แบบเฉพาะบุคคล
- รายงานอ่านง่าย พร้อมคำแนะนำที่ใช้จริงได้
นี่คือจุดเริ่มต้นของการดูแลช่องปากและสุขภาพแบบองค์รวมที่ดีที่สุด
อ้างอิงงานวิจัย:
- Oral-gut microbiome axis in inflammation (2022)
- Relationship between gut dysbiosis and dental caries (2021)