“ลำไส้” ส่วนที่หลายคนมองข้าม แต่สำคัญต่อผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าที่คิด
ผู้ป่วยมะเร็งต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลาย ทั้งอาการเจ็บป่วย ผลข้างเคียงจากการรักษา ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างมาก เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ระบบขับถ่ายผิดปกติ หรือท้องไส้แปรปรวน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยทั่วโลกได้ชี้ชัดว่า
“จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) มีผลโดยตรงต่อโรคมะเร็ง การตอบสนองต่อการรักษา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย”
หลายสถาบันวิจัยใหญ่ เช่น Harvard, Stanford และ MD Anderson ยืนยันว่า ผู้ป่วยที่มีจุลินทรีย์ในลำไส้สมดุล มีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
จุลินทรีย์ในลำไส้สำคัญอย่างไรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง?
1) จุลินทรีย์ควบคุมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้ การมีจุลินทรีย์ดีที่เพียงพอ ช่วยให้ร่างกาย
- ตอบสนองต่อเคมีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีขึ้น
- ลดโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อน
- ฟื้นตัวจากการรักษาเร็วขึ้น
งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า “ไมโครไบโอมที่สมดุลช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน T-cell และ NK-cell” ซึ่งมีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยมะเร็ง
2) ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและการฉายแสง
ผู้ป่วยหลายรายมีปัญหาขับถ่ายผิดปกติ ลำไส้แปรปรวน คลื่นไส้ และท้องเสียจากการรักษา ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับความเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้โดยตรง
การปรับสมดุลไมโครไบโอมสามารถช่วยลดอาการเหล่านี้ เช่น
- ลดท้องเสียจากเคมีบำบัด
- ลดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้
- เพิ่มความอยากอาหารและการย่อยดีขึ้น
ผลลัพธ์คือผู้ป่วย “อยู่กับการรักษาได้ง่ายขึ้น” และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3) จุลินทรีย์ดีช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกาย
ลำไส้ที่ไม่สมดุลก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Leaky Gut ซึ่งทำให้สารพิษบางชนิดรั่วเข้าสู่กระแสเลือด เกิดการอักเสบเรื้อรัง—ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลุกลามของโรคมะเร็ง
เมื่อจุลินทรีย์ดีเพิ่มขึ้น จะช่วย
- ลดระดับสารก่อการอักเสบ
- ฟื้นฟูเกราะป้องกันลำไส้
- ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การลดการอักเสบคือกุญแจสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
4) มีผลต่อการทำงานของสมองและอารมณ์ (Gut–Brain Axis)
ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า เกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง
และสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ
ลำไส้คือแหล่งผลิตสารเซโรโทนินกว่า 90% ของร่างกาย
เซโรโทนินคือสารที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความสุข และการหลับลึก
จุลินทรีย์ดีหลายชนิดช่วยผลิตสารเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วย
- นอนดีขึ้น
- อารมณ์ดีขึ้น
- ลดความเครียดและความกังวล
จึงช่วยให้ทนต่อการรักษาได้ดีขึ้นเช่นกัน
การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ทำได้อย่างไร?
1) โพรไบโอติกส์ (Probiotics)
คือจุลินทรีย์มีประโยชน์ที่เพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีในลำไส้
สายพันธุ์ที่มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ได้แก่
- Lactobacillus
- Bifidobacterium
- Bacillus coagulans
ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และฟื้นฟูระบบขับถ่าย
2) พรีไบโอติกส์ (Prebiotics)
ไฟเบอร์อาหารที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดี เช่น
- อินูลิน (Inulin)
อินูลินเป็นไฟเบอร์ที่พบมากใน
- หน่อไม้ฝรั่ง
- หัวหอม
- กระเทียม
- กล้วยดิบ
ประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง:
- ช่วยเพิ่มจำนวน Bifidobacterium ซึ่งมีบทบาทในการลดสารก่อการอักเสบ
- ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยเรื่องท้องผูกซึ่งเป็นปัญหาพบบ่อยในผู้ป่วย
- ช่วยปรับสมดุลค่า pH ในลำไส้ ทำให้เชื้อก่อโรคลดลง
- กระตุ้นการผลิต SCFAs ซึ่งช่วยซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้ที่เสียหายจากเคมีบำบัด
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ระบบย่อยอาหารอ่อนไหวและต้องการการฟื้นฟูแบบอ่อนโยน
- ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS)
FOS มีรสหวานอ่อนๆ พบใน
- กล้วย
- มะเขือเทศ
- หัวบีทรูท
ประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง:
- ช่วยเพิ่ม Bifidobacterium และ Lactobacillus อย่างรวดเร็ว
- ช่วยยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค เช่น Clostridium
- ลดแก๊สและอาการท้องอืดที่เกิดจากเคมีบำบัด
- ช่วยให้ผู้ป่วยกินอาหารได้ดีขึ้น เพราะช่วยย่อยและดูดซึมแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม และแมกนีเซียม
หลายงานวิจัยแนะนำว่า FOS เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหารล่าง เช่น ลำไส้ใหญ่
- กาแล็กโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (GOS)
GOS พบมากในนมแม่ และปัจจุบันผลิตขึ้นในรูปแบบเสริมอาหาร
ถือว่าเป็นพรีไบโอติกส์ที่มีงานวิจัยรองรับเยอะที่สุดสำหรับการเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็ง
ประโยชน์โดดเด่น:
- ช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันโดยตรง
- ช่วยลดความอักเสบของลำไส้อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัย
- เป็นพรีไบโอติกส์ที่อ่อนโยนมาก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ลำไส้ไวหรือมีลำไส้อักเสบจากการรักษา
งานวิจัยในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดพบว่า GOS ช่วยลดอาการลำไส้อักเสบ (Mucositis) ได้จริง
3) โพสต์ไบโอติกส์ (Postbiotics)
เป็นสารชีวโมเลกุลที่แบคทีเรียดีผลิตขึ้น เช่น
- กรดไขมันสายสั้น (SCFAs)
- ไบโอแอคทีฟเปปไทด์
ซึ่งช่วยลดการอักเสบ บำรุงเยื่อบุลำไส้ และเสริมภูมิคุ้มกัน
4) การตรวจจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome Test)
การตรวจทำให้รู้ว่า…
- ลำไส้เรามีจุลินทรีย์ชนิดใดมาก–น้อย
- มีภาวะแบคทีเรียเสียสมดุลหรือไม่
- การอักเสบในลำไส้สูงหรือไม่
- มีความเสี่ยงโรคในระบบต่างๆ อย่างไร
เมื่อตรวจแล้ว ผู้เชี่ยวชาญสามารถออกแบบการดูแลแบบเฉพาะบุคคลเพื่อช่วยผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำกว่าเดิม
ประโยชน์ที่ผู้ป่วยมะเร็งสัมผัสได้จริง เมื่อปรับสมดุลลำไส้
✔ ระบบขับถ่ายดีขึ้น ลดท้องเสีย–ท้องผูก
✔ กินได้มากขึ้น ย่อยดีขึ้น
✔ นอนหลับลึกขึ้น ลดความกังวล
✔ อ่อนเพลียลดลง มีเรี่ยวแรงเพิ่ม
✔ ภูมิคุ้มกันดีขึ้น ลดโอกาสติดเชื้อ
✔ ฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังการรักษา
✔ ลดอาการอักเสบเรื้อรัง
✔ คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นี่คือเหตุผลที่หลายโรงพยาบาลใหญ่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ Gut Microbiome มากขึ้นเรื่อย ๆ
สุขภาพลำไส้ที่ดี = คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งที่ดีขึ้น
จุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบขับถ่ายแต่เป็นระบบนิเวศสำคัญที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน อารมณ์ พลังงาน การฟื้นตัว และการตอบสนองต่อการรักษามะเร็ง
การปรับสมดุลลำไส้จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการดูแลผู้ป่วยและช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตประจำวันคุณภาพดีขึ้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือก